วันพฤหัสบดีที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2555

สมาชิกใหม่ (เศรษฐีก้านป่อง +เฟิร์น?)

สายๆ วันมาฆะ  ที่ผ่านมานี้...ว่าจะหาเช่าหนังสนุกๆ มาดูซักเรื่อง..แต่ก็ผิดหวัง เพราะพวกที่ออกใหม่ๆ คนก็แย่งเช่าไปซะหมดแล้ว....
ขากลับเลยแวะคุยกับ...พี่ที่ร้านต้นไม้ (ทางผ่าน) ซะหน่อย...หลังจากที่ไม่ได้แวะไปค่อนข้างนาน... สุดท้าย...ก็ได้เสียตังค์ จนได้...

ต้นแรก...ก็เจ้า "เศรษฐีก้านป่อง" ...ซึ่งก็คงไม่ได้หายากอะไรตอนนี้  (เพียงแต่ที่บ้าน ยังไม่มี).....กว่าจะได้มาลงกระถางที่บ้าน...ก็ไปคุยป้อกับเจ้าของร้านอยู่นานพอสมควร ....กว่าแกจะยอมขายให้......เห็นหน่วยก้านแล้ว โตมาท่าทางจะสวยเอาเรื่องอยู่ (มีใบแหว่งอยู่ใบนึง..ไม่น่าจะเป็นปัญหา)....









ก่อนออกจากร้าน ...ตาเจ้ากรรมก็ไปเจอเฟิร์น..อีกกระถาง..ซุกอยู่ตรงมุมร้าน...สะดุดตากับลักษณะใบที่พริ้วสวยมากๆ แต่ก็ค่อนข้างแข็งแรง.... ดูจะไม่ค่อยถอดใจกับอากาศหน้าร้อนของลำปาง ง่ายๆ...ที่สำคัญมีอยู่หลายกอ...อาจจะเป็นเพราะเจ้าของร้าน ยังไม่ได้แยกออกมาก็เป็นได้.....พยาม search หาชื่อใน web แล้ว...ยังไม่เจอครับ (ตอนแรกคิดว่าเป็น "ปันหยี" แต่ดูแล้วปลายใบแตกต่างกันมาก....
......ท่านผู้รู้ช่วยบอกทีนะครับ...


วันอาทิตย์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2555

สับปะรดสี

ช่วงนี้ฮิต ปลูกสับปะรดสีกันเยอะ...เลยลองซื้อมาลงกระถาง 1 ต้น (150 บาท..แพงไปมั้ยน๊า.....) เห็นคนขายบอกว่า ทดแดดนักแล... click อ่านข้อมูลจาก web แล้ว..มีหลายสายพันธุ์ มากๆ ดูผ่านๆ แล้วลายตาเป็นที่สุด...
.....................................................................................................
 บทความจาก web ...
 Bromeliad หรือสัปรดสี มีลักษณะเป็นกอ สูง 5-40 เซนติเมตร มีมากมายหลายชนิด หลายขนาดและหลายรูปทรง ใบมีสีสวยจึงใช้เป็นไม้กระถางประดับโดยไม่ต้องรอดอกเราสามารถ ให้สับปะรดสีผลิ ดอกได้ ้ตามช่วงเวลาที่ต้องการโดยใช้สารเคมีบางประเภทฃ การรดน้ำควรให้ขังตามซอกใบ ต้นจะดูดซึมน้ำไปใช้ได้ จัดเป็นจุดเด่นแทนดอกไม้ได้ขยายพันธุ์ด้วยการแยกหน่อ

Family : Bromelidceae Bromelieds หรือสับปะรดสี “สับปะรดประดับ “มีถิ่นกำเนิดแถบทวีปเอมริกาเกือบทั้งนั้น พบอยู่ในทวีปแอฟริกาใต้เพียงชนิดเดียว คือ Pilcairnaia feliciana เป็นพืชที่ขึ้นได้ตั้งแต่ป่าดงดิบชื้นที่สุด ถึงอากาศแล้งของทะเลทรายส่วนใหญ่เป็นพืชกระจายพันธุ์ตั้งแต่อเมริกากลางจาก เวอร์จิเนีย เม็กซิโก และจากอินดิสตะวันออกถึงกลางประเทศอาร์เจนตินาและชิลี สับปะรดสีอยู่ใน
สกุลBromelidceae มีประมาณ60 สกุล และมากกว่า 2000 ชนิด แต่ที่นิยมปลูกในปัจจุบันมีอยู่10 ชนิดคือ 1. Ananas 2. Aechmea 3. Billbergia 4. Cryptanthus 5. Dyckia 6. Guzmania 7. Neoregelia 8. Nidularium 9. Tillandria 10. Vriesia

 วิธีการปลูกต้นสับปะรดสี ควรคำนึงถึงสภาพความแตกต่างของ Bromeliad ทั้งสองกลุ่มด้วยกัน คือ 1. ประเภทไม้ดิน ได้แก่ พันธุ์ต่าง ในสกุล Ananas,Quesnelia,Puya,Wittrockia,Portea จะปลูกเป็นไม้ ดินเท่านั้น กรณีปลูกลงกระถางควรเตรียมวัสดุปลูกดังนี้ ดินร่วน 2 ส่วน ทรายหยาบ 1 ส่วน ใบไม้ผุ หรือ 1 ส่วน(เปลือกถั่ว, ขุยมะพร้าว,แกลบดำ) ปุ๋ยหมัก 1 ส่วน 2. ประเภทอากาศได้แก่พันธุ์ต่างๆในสกุลAechmia,Cryptanthus,Tillandsia,Guzmania,Neoregelia,Vriesia เป็นต้น 

กรณีปลูกลงกระถางวัสดุปลุกมีหลายสูตร แล้วแต่สะดวกในการจัดหา ดังนี้ สูตรที่ 1 ดิน 1 ส่วน ทรายหยาบ 1 ส่วน พีท 1 ส่วน ใบไม้ผุ 1 ส่วน ออสมันด้า 1 ส่วน สูตรที่ 2 พีทมอส 1 ส่วน เพอร์ไลท์ 1 ส่วน สูตรที่ 3 ใยมะพร้าวล้วนๆ กรณีปลูกบนใบไม้แห้งหรืออุปกรณ์ต่างๆ เช่น ก้อนหิน เปลือกหอย เครื่องสานต่างๆ สกุลที่นิยมปลูกแบบนี้ ได้แก่ Aechmia, Tillandsia,Vriesia การดูแลรักษา สับปะรดสี 1. แสงสว่าง ถ้าแสงสว่างเหมาะสม ทำให้สีสันของใบและดอกเปล่งปลั่งเป็นเงางาม เช่น - ถ้าต้องการแสงเต็มวันและอยู่กลางแจ้ง เช่น สกุล Puyas, Dyckias และ Heachlias - ต้องการแสงร่มรำไร เช่น สกุล Aechmeas, Neorogelias, Billbergias, Guzmania, Nidularium, Tillandsia 2. อุณหภูมิ แต่ละสกุลแต่ละสายพันธุ์มีความต้องการอุณหภูมิที่แตกต่างกัน โดยรวมแล้วอุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 18-26 องศาเซลเซียส 3. การให้น้ำ ควรคำนึงถึงลักษณะของใบ โดยทั่วไปมี 2 แบบ คือ - ใบสามเหลี่ยมแคบ มีเกร็ดสีเทาปกคลุมอยู่ พวกนี้จะเก็บน้ำตามเนื้อเยื่อของใบ และปรับตัวเข้ากับสภาพแล้งได้ดี ได้แก่สกุล Tillandsie และ Dackias กรรีหน้าแล้งและหน้าหนาว อาจจะพ่นน้ำให้ทุก 3-5 วัน บางชนิดอาจถึง 7 วัน - ใบเป็นแผ่นแบนเรียบ เช่น ใบสัปรดทั่วไป ได้แกสกุล Aechmea, Guzmania, Neoregelia, Ananas, Cryptanthus, Vriesia พวกนี้จะมีแอ่งน้ำอยู่บนยอด อาจรดน้ำทุกๆ 2-4 วัน 4. การให้ปุ๋ย - ใช้ปุ๋ยละลายช้าผสมลงในวัสดุปลูก โดยท่วไปใช้ปุ๋ยออสโมโค้ท สูตร 14-14-14 - ใช้ปุ๋ยเกร็ดละลายน้ำฉีดพ่นทุกๆสัปดาห์ ต่อครั้ง โดยใช้ปุ๋ยสูตรเสมอ เช่น 20-20-20 หรือ 18-18-18 5. ความชื้น ควรใช้ความชื้นประมาณ 30-50% การแยกหน่อ วิธี การนั้นง่ายมากๆ เมื่อสับปะรดสีมีดอกแล้วเขาจะแทงหน่อออกมาจำนวนมาก ต้นแม่ที่ติดดอกจะค่อยแห้งตายไป พอหน่อโตแข็งแรงพอสมควรแล้ว (สังเกตใบแข็งๆ ไม่อ่อนนิ่ม) ก็แยกจากต้นแม่ ถ้าไม่ชัวร์ว่าหมดหรือยัง หักมาแต่หน่อก็ได้ค่ะ ไม่ต้องถอนรากถอนโคนแบบอิฉัน ที่อิฉันขุดออกมาหมดเพราะกระถางเดิมมันจะปริแล้ว หน่อดันค่ะ หน่อ เขาจะติดกับต้นแม่ด้วยลำต้นแท้จริงเป็นก้านแข็งๆ (จินตนาการเอาเพราะส่วนมากก้านนี้จะจมอยู่ในเครื่องปลูก) พยายามหักหรือใช้เสียมคมตัดก้านนี้ให้ได้เนื้อก้านแยะ อย่าตัดโดนยอดที่หุ้มด้วยกาบใบสวยๆ นั่นจะไม่รอดจ้ะ

วันพฤหัสบดีที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2554

ผักขี้หูด


หลังจากผ่านงานหนักมา...ช่วงนี้มีเวลาพักหายใจหน่อย...อาทิตย์ที่ผ่านมา รู้สึกอยากปลูกผักสวนครัว (แทนมะเขือเทศ ที่ไม่สำเร็จผล)....เลยออกไปซื้อเมล็ดพันธ์ ที่ร้านใกล้ๆ กับที่ลูกเรียนกีต้าร์ (หลังจากออกไปส่งลูก ก็เลยแวะซื้อซะหน่อย) ตอนแรกก็กะจะเอเฉพาะถั่วฝักยาว (post หน้า) แต่ไปเห็นซองผักที่คุ้นตา....ผักขี้หูด ซึ่งส่วนใหญ่เขาจะไม่ค่อยปลูกเป็นแปลงหลักกัน มักจะปลูกแซมไปกับแปลงผักกาด....ตอนเด็ก ก็เคยเห็นย่าปลูกบ่อยๆ.....

ส่วนใหญ่ผักขี้หูด มักจะใช้เป็นส่วนประกอบสำหรับแกงเลียง (แกงแค ทางเหนือนะ ไม่ใช่แกงเลียงภาคกลาง) ...หรือใครชอบลวกจิ้มน้ำพริก ก็อร่อยดี...ไม่ค่อยเห็นใครกินดิบๆ นะ...เพราะรดชาด จะเหม็นเขียวอย่างแรงเชียวล่ะ......

.....หลักจากเอาเพาะ แค่เพียง 3 วัน รดน้ำตอนเย็นวันละครั้ง ก็เห็นต้นอ่อนงอก..อย่างที่เห็นนี่แหละ.....
ถ้าสำเร็จขึ้นต้นใหญ่เมื่อไหร่ ค่อยมา update กันอีกที !!!!!

วันอาทิตย์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2554

วันเสาร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2554

มะยงชิด ลำปาง


ปลูกมาได้เกือบ 5 ปีแล้ว จะบอกว่าอายุราวๆ เท่ากับอายุของบ้านก็ว่าได้ เพราะปลูกได้ไม่นานหลังจากบ้านสร้างเสร็จ... ความสูงและขนาดต้นก็ไม่ค่อยโตขึ้นมาซักเท่าไหร่ เห็นคนปลูกบอกว่า ใช้เวลา 3 ปี เอาสแลมคลุมไว้แล้วลืมได้เลย...เมื่อ 2 ปีที่แล้วก็ดูเหมือนจะไม่มีอะไร เปลี่ยนแปลง ...ปีที่แล้วออกดอก และแล้วก็โรยไปหมดภายใน 1-2 สัปดาห์ ...มาปีนี้ออกดอกเหมือนกัน แต่ดูลักษณะดอกค่อนข้างแห้ง และดำ ก็นึกว่าเอาไว้ดูผลปีหน้าอีกทีก็แล้วกัน....และแล้ว ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อเมื่อเห้็นผลของมะยงชิดเป็นปีแรก...เอาไว้รอดูว่าจะแห้งเหี่ยวไปอีกหรือไม่ แต่ได้เห็นผลเท่านี้ก็มีกำลังใจแล้วล่ะ........

เจ้าสัวใบพลิ้ว


ต้นนี้ปลูกไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ไม่ได้ post เพราะตอนซื้อมาต้นยังเล็ก ไม่ค่อยสวย มีใบอยู่ 3-4 ใบเอง และคิดว่าหลายๆ คนคงมีอยู่แล้ว...เช้าวันนี้ไปดู พบว่าเจ้าสัวงามขึ้นมาก เริ่มมีรากสีขาวที่โคนเห็นได้ชัดเจน
ตอนซื้อมา...ค่อนข้างแพง เมื่อเทียบกับขนาดลำต้น และราคาต้นอื่นๆที่ซื้อมา (120 บาท...)
...ลักษณะใบ ไม่ค่อยพลิ้ว เหมือนที่เคยเห็น ต้นที่สวยในรูป และต้นพ่อพันธุ์ที่ร้าน... หลายคนบอกว่าไม่ค่อยได้ถูกแสงแดด ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า...แต่เราว่าอยู่ตรงในร่มศาลาดีแล้วแหละ เพราะถูกแดดจัดเกิดเฉาขึ้นมา เสียดายแย่เลย..กำลังงามอยู่ด้วย

วันอาทิตย์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

แสงจันทร์


ต้นนี้ได้มาโดยไม่คาดคิด...เมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ ก่อนหลังเลิกงาน...ก่อนถึงบ้าน ก็แวะคุยกับลุง ที่ร้านต้นไม้ฝั่งตรงข้ามหมู่บ้าน ...ลุงแกก็คุยสนุก เล่าให้ฟังเกี่ยวกับกล้วยไม้ที่แกลองเพาะ... นึกถึงต้นไม้ชนิดหนึ่ง ที่ชอบ และเคยเห็นตั้งแต่อยู่โรงงานแก่งคอย (สระบุรี) ต้นสีขาวและใบอ่อนสีเหลืองนวล.....ลุงแกก็บอกชื่อได้ทันที ว่าแสงจันทร์ ....ที่ร้านของลุง มีอยู่ต้นหนึ่ง ถูกทิ้งไว้อยู่กลางแจ้ง กองๆรวมกันไว้อย่างไม่ค่อยมีใครสนใจมาก... พอได้เห็นก็รู้สึกถึงความอยากได้ทันที ส่วนตัวผมว่ารูปทรงก็พอใช้ได้นะ ถ้าได้ลงดินน่าจะสวยงามเลยแหละ....ตัดสินใจทันทีว่าจะเอาต้นนี้แหละ ทั้งๆ รู้ว่าคงไม่มีที่ปลูกที่บ้านแน่...แต่เอาไปก่อนดีกว่า....ถามราคาลุง แกก็คิดแค่ 50 บาท.... ก็เลยเจ้าต้นนี้มา....?ทิ้งไว้มุมบ้านเกือบสัปดาห์ ถึงได้รับอนุมัติจากแฟน ซื้อโอ่งมังกร มาปลูก..... ราคาโอ่ง 90 บาท แพงกว่าต้นไม้เสียอีก
แต่ก็เป็นไม้อีกต้น ที่เราแอบชอบมานาน............

(ตอนได้ต้นแสงจันทร์ต้นนี้มา ได้ต้นไม้ของแถม อีกต้น คือ เล็บครุฑ วันหลังมาเล่าใหม่ครับ...เพราะที่บ้านมีเล็บครุฑอยู่ 3-4 พันธุ์)



.........................................................
ข้อมูล search จาก web :

ชื่อสามัญ Lettuce Tree
ชื่อวิทยาศาสตร์ Pisonia alba
ลักษณะทั่วไป
แสงจันทร์เป็นไม้พุ่มชนิดหนึ่งที่มีใบบางค่อนข้างใหญ่สีเขียวอมเหลืองซึ่งแตกต่างกับไม้ทั่วไปที่มักมีใบสีเขียวเข้ม สีของใบจากต้นแสงจันทร์นี้มองดูแล้วเสมือนหนึ่งเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศที่น่าเบื่อจำเจเป็นบรรยากาศที่สวยสดได้

การดูแล
แสง -->ต้องการแสงแดดอ่อนรำไร จนถึงแสงแดดจัด หรือกลางแจ้ง
น้ำ -->ต้องการปริมาณน้ำปานกลาง ควรให้น้ำ 5-7 วัน/ครั้ง
ดิน -->ชอบดินร่วนซุย มีความชื้นปานกลาง
ปุ๋ย -->ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก อัตรา 1-2 กิโลกรัม/ต้น ควรใส่ปีละ 4-5 ครั้ง
การขยายพันธุ์ -->การปักชำ การตอน วิธีที่นิยมและได้ผลดี คือ การปักชำ การตอน
โรค -->ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรค เพราะเป็นไม้ที่ทนทานต่อสภาพธรรมชาติพอสมควร
แมลง -->เพลี้ยแป้ง (Mealy bugs)
อาการ -->สังเกตุเห็นกลุ่มเพลี้ยแป้งสีขาวเกาะอยู่ที่โคนใบหรือซอกใบต่อมาทำให้ใบสีเหลืองเหี่ยว

การขยายพันธ์
ต้นแสงจันทร์นี้นิยมขยายพันธ์ด้วยวิธีการปักชำกิ่ง เพราะได้ผลรวดเร็วและยังเป็นวิธีที่ง่าย สะดวกสำหรับกิ่งที่ใช้ปักชำนี้ควรเป็นกิ่งกึ่งอ่อนอึ่งแก่ซึ่งเลือกสังเกตดูจากลักษณะของกิ่งว่าไม่แก่หรืออ่อนจนเกินไปนั้น ก็โดยดูว่าส่วนยอดเปลือกมีสีเขียวเข้ม โคนกิ่งว่าไม่แก่หรืออ่อนจนเกิดไปนั้น ก็โดยดูว่าส่วนยอดเปลือกมีสีเขียวเข้ม โคนกิ่งมีสีเทาจัดปนน้ำตาล หรือจะใช้กิ่งที่มียอดก็ได้ให้มีความยาวสัก610นิ้วเมื่อตัดมาแล้วก็ให้ทำการเด็ดใบช่วงล่างทิ้ง เหลือแต่ใบส่วนยอดเอาไว้ เพื่อช่วยลดอัตราการใช้อาหารและการคายน้ำแล้วนำไปปักชำลงในกระถางเพาะชำ และเพื่อช่วยลดอัตราการใช้อาหารและการคายน้ำแล้วนำไปปักชำลงในกระถางเพาะชำและเพื่อเป็นการป้องกันโรคที่อาจเกิดขึ้นจากเชื้อรา อาจจุ่มยาป้องกันเชื้อรากันไว้ก่อนก็ได้ สำหรับดินเพาะชำ ควรเป็นดินผสมกาบมะพร้าวและขุยมะพร้าว ในอัตราส่วน 3 : 2 : 2 คลุกเคล้าให้เข้ากัน ช่วงที่ปักชำนี้หมั่นดูแลรดน้ำให้สม่ำเสมอ
โดยอุปนิสัยของแสงจันทร์แล้วชอบแสงแดดมาก หากต้องการให้ใบต้นแสงจันทร์มีสีออกเหลือง ก็ควรปลูกในบริเวณที่ต้นแสงจันทร์สามารถรับแดดได้ แต่ถ้าต้องการให้มีใบสีออกเขียวๆ ก็ไม่เป็น ต้นแสงจันทร์ที่ปลูกนี้พอโตขึ้นจะแตกกิ่ง แตกใบ เป็นทรงพุ่มที่สวยงามยิ่ง

วันพุธที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2554

ดีปลากั้ง


ตอนแรกก็เข้าใจผิดว่าชื่อ "ดีหมี"
ไม่แน่ใจว่าเป็น ชื่อเรียกตามภาษาเหนือ หรือ ทั่วๆไป, แต่ที่แน่ๆ คนทางภาคเหนือน่าจะพอคุ้นๆ โดยเฉพาะคนที่ชอบกินลาบ (ลาบเหนือนะครับ) ครั้งแรกที่ได้ลองกิน ก็เนื่องมาจากไปซื้อลาบหมู (สุกนะครับ) ที่ร้านอุ้ยทา แถวๆ แพะหนองแดง..... พอได้กินจะได้รสชาด ที่ชัดเจนที่สุด คือรสขม ที่ปนด้วยรสหวานเฉียบ.....ขมและหวานจนติดลิ้น (ต้องได้ลองเองถึงจะเข้าถึง).....

ต้นนี้ได้มา ก็เนื่องจากไปซื้อลาบร้าน อุ้ยทา เหมือนเดิม ..... ก็คุยกับอุ้ย (แม่ครัว) เรื่องต้นดีปลากั้งอยู่...พอดีไปเจอกับเพื่อโรงปูนด้วยกัน (พี่ประสิทธิ์)...พอเขารู้ว่าเราสนใจ เขาก็ใจดีมาก ยกต้นกล้าที่กำลังเพาะให้ต้นหนึ่ง (เอามาให้ที่ทำงานตอนหลัง)..... ถึงแม้คิดว่าราคาจะไม่ได้แพงมากนัก (คิดว่า) แต่เนื่องจากเป็นต้นไม้ที่เราต้องการอย่างมาก ...ทำให้เรารู้สึกดีใจสุดๆ ....ต้นนี้อนุบาลไว้ที่หลังบ้าน (ใกล้ต้นกล้วย) ให้ราก/งอก มากๆ หน่อยจะลงกระถางสวยๆ......

อยากให้พ่อ ได้ชิมจัง!!!





....................................................................................
ข้อมูลจาก web :

ชื่อพื้นเมือง : ดีปลากั้ง
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Barleria strigosa Willd.
ชื่อวงศ์ :ACANTHACEAE
ลักษณะทั่วไป: "สังกรณี" ถูกบรรจุเป็นพืชสมุนไพรชนิดหนึ่ง เพราะมีสรรพคุณทางยาพื้นบ้านหลายขนาน โดยในหมู่ของชาวล้านนาที่ใช้ทั้งต้นมาต้มน้ำดื่ม เป็นยาบำรุงกำลัง ส่วนรากผสมสมุนไพรตำรับที่ 5 ต้มดื่มน้ำเช่นกัน เป็นยาร้อนสามารถขับน้ำคาวปลาหลังคลอดบุตรได้ ขณะที่ตามตำรายาไทยใช้รากต้มน้ำดื่ม แก้ไข้ แก้โลหิตกำเดา แก้ร้อนในกระหายน้ำ ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ เป็นต้น เป็นไม้พุ่มขนาดเล็กกึ่งล้มลึก อยู่ในวงศ์CANTHACEAE ลำต้นตรง เปลือกต้นสีเทา เรียบ สูงราว 30-100 ซม. ใบ เป็นใบเดี่ยวขึ้นเรียงตรงข้ามตามต้น รูปทรงรี กว้าง 4-7 ซม. ยาว 10-15 ซม. โคนใบสอบ ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ มีเส้นแขนงใบ 5-7คู่ ดอก ออกเป็นช่อที่ซอกใบและปลายยอด แต่ละช่อมีดอกย่อยเล็กจำนวนมาก ดอกย่อยไม่มีก้าน เวลาบานกลีบดอกย่อยสีม่วงแกมน้ำเงิน ที่ปลายกลีบแยกเป็นสองปาก มีกลีบเลี้ยงปลายแยกเป็น 4 แฉก ผล รูปทรงแบน พอแก่จัดจะแห้งและแตกได้ในที่สุด พืชชนิดนี้ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด
สรรพคุณ : ราก - ต้มแก้ไข้และแก้หืดหอบโรคความดัน
ลำต้น - ต้มบำรุงโลหิตบำรุงธาตุขับลมในลำไส้
ใบ - ใช้ปรุงอาหาร มีรสขม ใบอ่อน
ยอด - สด รับประทานกับอาหารประเภท ลาบ ป่น ต้มจิ้มน้ำพริก แก้โรคเบาหวานดอกใช้เป็นยาขับลมในลำไส้ ทำให้ผายลมและเรอ

วันอังคารที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2554

ธรณีสาร


หลังจากที่เสาะหา "ธรณีสาร" มาปลูกอยู่ เกือบครึ่งปี... และแล้วก็มาพบ (โดยบังเอิญ) ที่งานฤดูหนาว ที่ลำปางนี่เอง.....ราคาก็ไม่แพงเท่าหร่ ต้นละ 50 บาท (แต่คนขายเขาบอกว่า แพงขึ้นมากแล้ว ตั้งแต่หมอลักษณ์ ฟันธงไว้ เมื่อต้นปีที่แล้ว ... ก่อนนั้นราคาแค่ต้นละ 10 บาท ยังไม่ค่อยมีคนซื้อเลย....ผ่านมา 1 ปี ที่บ้านเราก็เพิ่งมี 1 ต้นนี่แหละ...... ตอนแรก ที่ซื้อไม่ใช่ เพราะตามกระแส อะไรหรอก (เพราะถ้าตาม...ก็คงตามอยู่มากโข ก็ผ่านมาเป็นปีแล้วนี่นา).....ก็จากการหาข้อมูลสรรพคุณ จาก web นี่แหละ.....
........จุดที่ปลูก... เป็นจุดที่เคยขุดไว้ กะว่าจะปลูกต้นโคมญี่ปุ่น นั่นแหละ...แต่ขุดไปได้แค่ 1 ฝ่ามือ ก็ท้อแล้ว ต้องเลิกขุดเลย เพราะเจอว่า พรรคพวกที่สร้างบ้าน ดันเทคอนกรีต (เหลือทิ้ง) เป็นแผ่นยาวเลย......ก็เลยใช้การปลูกกระถางแทน...ตั้งใจปลูกตรงจุดนี้ เพราะเป็นบริเวณที่ว่าง....ปล่อยว่างแล้วรู้สึกว่าขาด..ไม่สวย และเป็นบริเวณหน้าบ้าน .....ดูรวมๆแล้วก็น่าจะเหมาะดีนะ.....................

5/2/11 update รูปปัจจุบัน ตอนนี้ออกดอกเกือบทุกก้านเลยครับ


............................................................................................
ข้อมูลจาก web :

ชื่อวิทยาศาสตร์ Phyllanthus pulcher Wall
วงศ์ EUPHORBIACEAE
ชื่อท้องถิ่น ชาวบ้านทั่วไปเรียก เสนียด ธรนีสาร เชียงใหม่เรียกว่า มะขามป้อมดิน ชาวจีนเรียก เอี้ยเอโท้

ลักษณะของพืช »
ต้นธรณีสารนี้นับว่าเป็นต้นไม้ยืนต้นขนาดเล็กพันธุ์หนึ่ง เป็นพันธุ์ไม้ที่แตกแยกกิ่งก้านออกไปอย่างสวยงาม เป็นพุ่ม ลำต้นและ
กิ่งก้านสูงประมาณ 1 ฟุต นับว่าเตี้ยมาก ใบสีเขียวใบไม้สด คล้ายกับไบมะยมแต่เล็กกว่าใบมะยม คือใบจะกว้างใหญ่ขนาดใบแคเท่านั้นเอง แยกออกมาจากลำต้น ดอกเล็กๆ สีแดงมีกลีบ 6 กลีบด้วยกันแต่อยู่ที่ใต้ใบ เรียงคู่กันไป แล้วจะเป็นฝัก มองดูแปลกดีเหมือนลูกใต้ใบ

การปลูก »
ต้นธรณีสารนี้ปลูกกันโดยทั่วไป ส่วนมากเป็นตามวัดวาอารามและตามบ้านในชนบท เพราะปลุกง่ายดูแลก็ไม่ยาก การขยายพันธุ์ก็แยกต้นออกไปปลูกก็ได้ เพาะเมล็ดก็ได้ พอเป็นกล้าไม้ก็เอาไปปลูกในถุงพลาสติกจนเติบโตแข็งแรงดีจึงเอาไปปลูกในหลุมที่มีปุ๋ยคอกรองก้นหลุม รดน้ำพรวนดินกำจัดศัตรูพืชให้ดี ในระยะแรก

ส่วนที่ใช้เป็นยา »
นิยมเอาไปทำการปัดรังควาญด้วยการเอาใบและก้านมาใช้ประพรมน้ำมนต์แก่ผู้คนทั่วไปเพื่อทำการปัดรังควาญและเอาสิ่งที่ไม่ดีออกไปจากร่างกายเอาเสนียดจัญไรออกไปให้หมด ยังไม่ปรากฎว่าเอาส่วนใดของต้นพืชชนิดนี้ไปปรุงเป็นยาเลย

โคมญี่ปุ่น


ปลายปีที่แล้ว (ดูเหมือนนานนะ) ,มีโกาสได้ไปโครงการหลวง ดอยอินทนนท์ เพื่อไปเลี้ยงส่งพี่และน้อง ที่จะย้ายไทำงานแถวภาคกลาง , ดูเหมือนเราก็คงจะถึงคิว ในอีกไม่นานแล้วเหมือนกัน เพราะอยู่ที่ลำปางนี่ก็เกือบจะ 5 ปีแล้ว ครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่สองแล้ว ที่มีโอกาสมาค้างที่นี่...... ส่วนตัวแล้วค่อนข้างชอบ เพราะที่นี่ จัดสวนได้สวย และมีพันธืไม้แปลกๆ เยอะอยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะเฟริ์นและไม้เมืองหนาว.....


ขากลับ คราวนี้ได้ซื้อเจ้าต้นโคมญี่ปุ่น มา 3 ต้น (2 พันธ์ุุ) มาลองปลูกที่บ้านดู..... ตอนแรกก็ไม่อยากจะซื้อเพราะกลัวจะไม่ถูกับอากาศแถวลำปาง เพราะหน้าร้อนจะร้อนจัดเอามากๆ......แต่ยังไงก็ลองปลูกดู อย่างมากก็ตาย......เพราะชอบดอกของโคมญี่ปุ่น เพราะสวยมาก สีสดใส.....นับตั้งแต่วันที่ปลูก (24/12) นับได้ก็ 12 วันแล้ว... แต่ดอกก็ยังไม่ร่วม และมีดอกเล็กๆ ออกมาอีก (ก็ใช้ได้เกินคาดแล้ว).....ตัวต้นก็ยังสดชื่น ไม่มีอากการโรย.....นี่ถ้าผ่านหน้าร้อนนี้ไปได้ ก็สุดยอดแล้ว..........

....ที่ซื้อมามี 2 พันธ์ (จากรูป, ซึ่งอาจจะไม่ค่อยชัด เนื่องจากถ่ายตอนค่ำแล้ว) คือ ดอกสีบานเย็น+ม่วง และอีกต้น สีขาว+ชมพู .......ดูแล้วก็สวยทั้งคู่ >>>> เพิ่มสีสรร ให้บ้านได้อย่างมากเลย !!!!

................................................................................................................................
information searched from web :

ดอกไม้พันธุ์นี้ เรียก ตุ้มหูนางฟ้า เพราะกว่า น่ารักกว่า และสอดคล้องกับลักษณะอันแสนงามมากกว่า เรียกว่าโคมญี่ปุ่น ลองชมความงามของเขาซี แล้วจะไม่อยากเรียกว่า โคมญี่ปุ่นหร็อก เพราะเขางามเหมือนตุ้มหูของนางฟ้า ที่หยาดลงมาจากฟากฟ้าจริง ๆจะเห็นว่า นางฟ้ามีตุ้มหูหลายแบบ หลายสไตล์ ต่างกันทั้งในด้านรูปพรรณสัณฐาน และสีสันที่สวยงาม ดอกไม้พันธุ์นี้จึงสมควรเรียกว่า "ตุ้มหูนางฟ้า" จริง ๆ
ชื่อพื้นเมือง ตุ้มหูนางฟ้า , โคมญี่ปุ่น
ชื่อสามัญ Fuchsia, Lady's Eardrops
ชื่อวิทยาศาสตร์ Fuchsia hybrids
วงศ์ ONAGRACEAE
ฟุกเซีย หรือ ฟิวเซีย เป็นไม้ดอก ลำต้นมีทั้งชนิดพุ่มและชนิดเลื้อย บางพันธุ์มีลำต้นสีแดงเลือดหมู ใบรูปไข่หรือใบหอก ขอบจักฟันเลื่อย ดอกเดี่ยวหรือออกดอกเป็นช่อตามซอกใบ มีทั้งดอกชั้นเดียวและดอกซ้อน ดอกรูปถ้วยคว่ำ กลีบเลี้ยงรูปรีแกมไข่ มี 4 กลีบ ปลายโค้งขึ้น กลีบดอก 4 กลีบหรือมากกว่า ซ้อนเกยกันอยู่กลางดอก กลีบดอกมีสีขาว ชมพู แดง ม่วง และสองสีในดอกเดียวกัน ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดหรือปักชำกิ่ง

วันพุธที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2553

มะเขือเทศ



ปลูกเมื่อ : June 2010 (ประมาณ 3 สัปดาห์ก่อน)

เช้านี้ก่อนมาทำงานแฟนผมบอกว่า เย็นี้จะทำขนมจีนน้ำเงี้ยวกินกัน.....ว่าแล้วก็โชว์มะเขือเทศ ที่ซื้อมาจากตลาดต้นยาง เมื่อวานให้ดู มีอยู่ 4 ลูก ขนาดลูกใหญ่กว่าหัวแม่มือผมเล็กน้อย (ซึ่งก็คาดว่าจะเล็กกว่าคนอื่นๆ เพราะผมตัวไม่ใหญ่มา) บอกว่าซื้อมา 5 บาท ตกราคาลูกละ 1 บาทเศษ.......

นึกถึงสมัยเป็นเด็ก ที่บ้าน (ป่าป้อง) ตอนเย็นหลังจากเลิกเรียนมาไปช่วยย่ารดน้ำสวนผักเกือบทุกวัน หนึ่งในนั้นก็คือมะเขือเทศ ซึ่งมีค่อนข้างมาก......ราคาก็ไม่ต้องพูดถึง ให้กันเปล่าๆ หากไม่มี ข้างๆ บ้านก็มา ขอ-ให้ กันเป็นเรื่องปกติ

สัก 3 สัปดาห์ที่แล้ว.....ก็ไปซื้อเมล็ดมะเขือเทศมากจาก BigC จะลองเอามาปลูกดู ก็ใช้กระถางเล็กยาว (ตามรูป) ที่ซื้อมาไว้นานแล้ว เจาะรูที่พื้อนกระถางให้แตก เพื่อให้ระบายน้ำ (เนื้อกระถางแข็ง แตกยากมาก คราวหลังจะไม่ซื้อแบบนี้แล้ว) แล้วนำเมล็ดมะเขือเทศหยอดในหลุม เป็นหลุม ตลอดแนวยาว ตอนแรกไม่คิดว่าจะงอกมากขนาดนี้......

มานึกขึ้นได้ว่าเมื่อตอนสมัยเด็กๆ ย่าจะใช้วิธีหว่านเมล็ด ในถังน้ำเก่าๆ ใช้ดินกลบบางๆ ทับด้วยฟางเล็กน้อย พอต้นกล้างอกและโตพอสมควรก็แยก ออกมาปลูกในแปลงที่ขึ้นไว้......พอนึกขึ้นได้ดังนั้น เมือเสาร์ที่ผ่านมา จึงไปหาซื้อดินจะมาแยกมะเขือเทศปลูก (จนเป็นเหตุให้ได้ต้นบัวดดินมาปลูกอีกชุด) ที่สำคัญเจ้ากระถางที่จะใช้ปลูกนี่สิ ที่บ้านก็ไม่ค่อยมี จะหาซื้อมาปลูกใหม่ก็ใช่ที่ เพราะคิดว่าคงไม่คุ้มที่จะปลูกมากๆ ก็เลยไปเอากระถางพลาสติดดำเก่าๆ ที่ติดมากับต้นไม้ที่ซื้อ มาใช้เพาะดู เล็กบ้างใหญ่บ้าง....แต่ก็ยังเหลือกล้าที่อยู่ในกระถางยาวจากการเพาะเมล็ดอีกตั้งเยอะ ยังไม่รู้ว่าจะไปเพาะที่ไหน.......

จะคอยลุ้นดูว่า มะเขือเทศ ที่ปลูกเอง จะออกผลได้ขนาดไหน.....เพราะที่ผ่านมายังปลูกพืชสวนครัว ไม่ค่อยเป็นเรื่องเป็นราวเท่าไหร่ ยกเว้นพวกต้นหอม-ผักชี ที่ปลูกง่ายหน่อย
(เห็นแฟนบอกว่าถ้าผลออก จะเอาไปแบ่งให้แม่ค้าที่ตลาด ......ขอให้โตสักต้นก่อนเถอะแล้วค่อยว่ากันใหม่)


..........................................................................................
Knowledge from web :
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์
อาณาจักร Plantae
อาณาจักรย่อย Tracheobionta
ส่วน Magnoliophyta
ชั้น Magnoliopsida
ชั้นย่อย Asteridae
อันดับ Solanales
วงศ์ Solanaceae
สกุล Solanum
สปีชีส์ S. lycopersicum
ชื่อวิทยาศาสตร์ Solanum lycopersicum L.

มะเขือเทศ (ชื่อวิทยาศาสตร์: Lycopersicon esculuentum Mill.) :
เป็นพืชชนิดหนึ่งที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหาร มะเขือเทศขนาดปานกลางจะมีปริมาณวิตามินซีครึ่งหนึ่งของส้มโอทั้งผล มะเขือเทศผลหนึ่งจะมีวิตามินเอราว 1 ใน 3 ของวิตามินเอที่ร่างกายต้องการในหนึ่งวัน นอกจากนี้มะเขือเทศยังมีโปแตสเซียม ฟอสฟอรัส แมกนีเซียมและแร่ธาตุอื่นๆ อีกหลายชนิด

ลักษณะ :
เป็นพืชล้มลุกอายุเพียง 1 ปี ลำต้นตั้งตรง มีลักษณะเป็นพุ่ม มีขนอ่อน ๆ ปกคลุม ใบเป็นใบประกอบ ออกสลับกัน ใบย่อยมีขนาดไม่เท่ากัน บางใบเล็กรียาว บางใบกลมใหญ่ ปลายใบแหลม ขอบใบเป็นหยักลึกคล้ายฟันเลื่อยมีขนอ่อน ๆ ออกดอกเป็นช่อหรือดอกเดี่ยว บริเวณซอกใบ ดอกมีสีเหลือง มีกลีบเลี้ยงสีเขียวประมาณ 5-6 กลีบ ผลเป็นผลเดี่ยว มีขนาดรูปร่างและสีต่างกัน ซึ่งมีขนาดเล็กประมาณ 3 เซนติเมตร จนถึงใหญ่ประมาณ 10 เซนติเมตร รูปร่างมีทั้งกลม กลมแบน หรือกลมรี ผิวนอกลีบเป็นมัน ผลดิบมีสีเขียว หรือเขียวอมเทา เมื่อสุกจะมีสีเหลือง สีส้ม หรือสีแดง เนื้อภายในฉ่ำด้วยน้ำมีรสเปรี้ยว เมล็ดมีเป็นจำนวนมาก มะเขือเทศมีหลายพันธุ์ เช่น พันธุ์สีดา พันธุ์โรมาเรดเพียร์ เป็นต้น
ชื่ออื่น : มะเขือ (ทั่วไป) มะเขือส้ม (ภาคเหนือ) ตรอบ (สุรินทร์) น้ำเนอ (เชียงใหม่)

ประโยชน์ :
มะเขือเทศมีสารที่สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา ดังนั้นจึงใช้เป็นยารักษาโรคที่เกี่ยวกับปากที่เกิดจากเชื้อราได้
มะเขือเทศมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ คือ ไลโคปีน ที่มีคุณสมบัติสามารถลดการเกิดมะเร็งลำไส้ และมะเร็งต่อมลูกหมากได้ หากทานมะเขือเทศ 10 ครั้ง/สัปดาห์ จะช่วยลดอัตราการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากในเพศชายได้ถึง 45% นอกจากนี้มะเขือเทศยังมีเบต้าแคโรทีน และฟอสฟอรัสมาก ที่มะเขือเทศมีรสชาติอร่อยนั้น เพราะมีกรดอะมิโนที่ชื่อกลูตามิคสูง กรดอะมิโนนี้เองเป็นตัวเพิ่มรสชาติให้อาหาร ทั้งยังเป็นกรดอะมิโนตัวเดียวกับที่อยู่ในผงชูรสด้วย
รักษาสิว สมานผิวหน้าให้เต่งตึง โดยใช้น้ำมะเขือเทศพอกหน้า หรืออาจจะนำมะเขือเทศสุกฝานบาง ๆ แปะบนใบหน้า จะช่วยให้ผิวหน้าอ่อนนุ่ม
ในผลมะเขือเทศมีสารจำพวก แคโรทีนอยด์ ชื่อไลโคพีน (Lycopene) ซึ่งเป็นสารสีแดง และวิตามินหลายชนิด เช่น วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินเค โดยเฉพาะวิตามินเอ และวิตามินซี มีในปริมาณสูง มีกลดมาลิค กรดซิตริก ซึ่งให้รสเปรี้ยว และมีกลูตามิค (Glutamic) ซึ่งเป็นกรดอะมิโนช่วยเพิ่มรสชาติให้อาหาร นอกจากนี้ยังประกอบด้วยสารเบต้าแคโรทีน และแร่ธาตุหลายชนิด เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก เป็นต้น
มะเขือเทศมีสรรพคุณทางยาค่อนข้างสูง เพราะมะเขือเทศมี วิตามินพี (citrin) ซึ่งจะช่วยป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือด มะเขือเทศยังมีฤทธิ์ขับปัสสาวะจึงสามารถแก้อาการความดันโลหิตสูง มะเขือเทศมีวิตามินเอจึงสามารถรักษาโรคตาได้ ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือมีวิตามินซีมากทำให้สามารถป้องกันและรักษาโรคลักปิดลักเปิด ช่วยระบบการย่อยและช่วยการขับถ่ายอุจจาระอีกด้วย

หนุมานนั่งแท่น




ปลูกเมื่อ : 25/6/53

ชื่อนี้ตอนแรกก็ไม่แน่ใจว่าถูกต้อง เนื่องจากสอบถามจากคุณป้าในหมู่บ้านที่มีบ้านถัดไปอีก 2-3 หลัง เห็นบอกว่าจำได้ว่าชื่อ "หนุมานนั่งแท่น" แต่ชื่อที่รู้มาจากน้า และ แม่ คือ "หัวละมาน" ชื่อดีทีเดียว เพราะน่าจะแปลความหมายได้เป็น การสละแล้วซึ่งมาร (กิเลส)....

ที่บ้านมีต้นเล็กๆ อยู่แล้ว 1 ต้น, ต้นแรกเอามาจากบ้านแม่ (เกือบตายแล้ว) แฟนนำมาใส่ดินให้เสียใหม่ โดย ให้ส่วนหัวโผล่ออกมาจากดิน กลบเฉพาะรากนิดหน่อย ปรากฏว่าออกใบงอกงามดี
ต้นที่ปลูกใหม่นี้ขุดมาจากบ้านน้า ที่ป่าป้อง, ที่บ้านน้ามีแต่ต้นใหญ่ๆ แต่หัวไม่ค่อยสวย ตอนไปส่งน้ากลับบ้าน (จากงานบ้านใหม่แม่) แวะขุดเจ้าต้นเล็กๆ นี้มาลองปลูกดู


ตั้งแต่ตอนเล็กๆ เห็นปู่กับย่า บอกว่ายางของต้นนี้ (เอามีดกรีดที่ส่วนหัวแล้วจะมียางออกมา) สามารถรักษาแผลมีดบาดได้ชะงัดนัก ก็น่าจะจริงเพราะคิดว่ามีใช้ไปรักษามาก เห็นได้จากที่หัวของมันจะมีรอยมีกกรีดอยู่หลายๆรอย
กะว่าจะเอาไว้ปลูกโชว์อย่างเดียว ไม่คิดอยากจะใช้งานหรอก........

..........................................................................................
Knowledge from web :

ชื่อพื้นเมืองอื่น: ว่านเลือด (กลาง), หัวละมานนั่งแท่น (ตะวันตก)
ชื่อสามัญ: Gout stalk
ชื่อวิทยาศาสตร์: Jatropha podagrica Hook.
ชั้น: Magnoliopsida
ตระกูล: Euphorbiales
ชื่อวงศ์: Euphorbiaceae
ลักษณะ : ไม้พุ่มมีน้ำยางใส ขนาดสูงประมาณ 1.5 – 3 เมตร ใบเดี่ยวขนาดใหญ่แผ่กว้าง ขอบใบเว้า 3 หรือ 5 แฉก ดอกออกเป็นช่อตามปลายกิ่ง มีดอกย่อยหลายดอก แต่ละดอกมีกลีบสีส้มจำนวน 5 กลีบ ผลสดสีเขียว เมื่อแก่ไม่แตกจะเปลี่ยนเป็นสีดำ
สรรพคุณ : น้ำยาง ยาพื้นบ้านล้านนา ใช้ทารักษาแผลมีดบาด ช่วยห้ามเลือด รักษาฝี เมล็ด มีพิษ

วันอังคารที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เกล็ดมรกต (กวักมรกต)



ปลูกเมื่อ : June'10

จริงๆ แล้ว ลึกๆผมไม่ค่อยชอบพืชตระกูลนี้เท่าไหร่ เพราะลักษณะก้านใบและใบที่เรียบๆไม่ซับซ้อน แข็งๆ ทื่อๆ ดูภาพรวมของต้นดูโล่งๆ แต่ที่ซื้อมาปลูกก็เพราะพักหลังๆ นี้เห็นคนนิยมค่อนข้างมาก และปลูกเป็นไม้มงคล เคยไปเห็นที่บ้านหลังหนึ่งที่ลวงเหนือ ลักษณะกอใหญ่มาก พอกอใหญ่แล้วทำให้ดูสวยงาม ยิ่งปลูกลงกระถางที่ดูดี ทำให้รู้สึกถึงความเป็นเจ้าสัวของเจ้าของขึ้นมาทันใด.......

วันที่ไปซื้อบัวสวรรค์ เห็นที่ร้านเดียวกันมี เจ้าเกล็ดมรกต นี้อยู่จำนวนหนึ่ง แต่เป็นต้นเล็ก ๆถึงเล็กมาก ราคา 45 บาท/ถุง (ในใจก็คิดว่าแพงแล้ว) ซึ่งส่วนใหญ่ผมจะชอบของถูกๆ แต่สวยถูกใจ (ซึ่งก็น่าจะหายากเนาะ) เราก็ยังไม่ตายใจ ไปถามอีก 2-3 ร้านถัดไป ก็ดูเหมือนว่าจะมีต้นใหญ่อีกนิดหน่อยขายอยู่เหมือนกัน แต่ราคาก็ 80 บาทขึ้นไป/ต้น (คิดอยู่ในใจว่าถ้ากอใหญ่เท่าที่เห็นที่บ้านคุณลุง ที่ลวงเหนือราคาน่าจะเอาเรื่องพอดู.......

สุดท้ายตัดสินใจซื้อจากร้านแรก มาลองปลูก 1 ต้น (คัดดูแล้วว่าเป็นต้นสมบูรณ์ที่สุด เ่ท่าที่มีแล้ว) ลองดูซิว่าจะโตไวได้ขนาดไหน?

.........................................................................................
Knowledge from web :

กวักมรกต (Zamioculcas Zamifolia)

กวักมรกต ไม้งาม...นามเป็นมงคล รูปทรงสวยงาม เลี้ยงง่าย แถมยังช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจน เหมาะสำหรับนำมาเป็นไม้ประดับในอาคาร บ้านเรือน และในออฟฟิศ เพราะสามารถอยู่ได้ในที่ที่แสงน้อย ลักษณะใบเป็นมัน แตกกอและมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ คุณย่าปลูกไว้กระถางหนึ่ง ตอนนี้กำลังแตกกอสวยงามมาก ช่วงแตกใบอ่อนใบจะม้วนซ้อน ๆ กันคล้ายคล้ายดอกกุหลาบ บอกได้คำเดียวว่าสวยมาก
การปลูก ใช้ดินทั่วๆ ไป ผสมทราย แกลบดำ ขี้เถ้าดำผสมมะพร้าวสับ รดน้ำไม่ต้องมากนัก ใช้ปุ๋ยละลายน้ำรดเดือนละครั้ง

ไผ่ฟิลิปปินส์

วันนี้พอว่างหน่อย...ไหนๆ ก็เริ่มเขียน blog เกี่ยวกับต้นไม้ที่ปลูกเองแล้ว....ขอเพิ่มอีกซึกเรื่องนะ..



จริงๆแล้วเจ้าไผ่ฟิลิปินส์ต้นนี้ซื้อมานานแล้วละ (สัก 2 ปี เห็นจะได้) ซื้อมาตั้งแต่กอเล็กๆ จากร้านของอาจารย์ (แม่วัง) เป็นพันธ์ดั้งเดิมสีเขียว ตอนนั้นซื้อมาน่าจะราคา ุ60 บาท เห็นจะได้...... ที่เห็นตอนนี้คนมักจะนิยมพันธ์ที่เป็นลายด่างเสียมากกว่า....
หากถามผม....ผมชอบสีเขียวแบบนี้มากกว่าเพราะดูร่มรื่น และคลาสสิกดี (ใช้คำนี้เพราะอธิบายความชอบไม่ถูก)
เจ้าต้นนี้เป็น 1 ในไม่กี่ต้นที่ผมชอบมากที่สุดเลยก็ว่าได้ เพราะกอดูสมบูรณ์มาก สมส่วน... กะว่าจะหาโอกาสเปลี่ยนกระถางให้ใหม่เสียหน่อยเพราะดูเล็กไปเสียแล้ว


วันที่ปลูกเจ้า "บัวดิน" เลยถือโอกาสลอง ติดโคนเจ้าไผ่มา 2-3 ต้น มาลองเพาะดู ....ไม่แน่ใจว่าเคยอ่านจากที่ไหนสักที่หนึ่งมาสามารถ นำมาแช่น้ำให้เกิดรากได้คล้ายๆกับโกสน.....ก็เลยนำมาพันกับเศษผ้าและแช่ลงขวด เก็บไว้ที่มุมหลังบ้าน ว่าจะขยายพันธ์มันได้ไหม????

.........................................................................................
Knowledge from web :

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dracaena surculosa Lindl.
ชื่อวงศ์ : Agavaceae
ชื่อสามัญ : Gold-dust dracaena, Spotted dracaena
ชื่อพื้นเมือง : อรชร
ชนิดพืช [Plant Type] : ไม้พุ่ม
ขนาด [Size] : สูง 2-3 เมตร
สีดอก [Flower Color] : สีขาวนวล
ฤดูที่ดอกบาน [Bloom Time] : -
อัตราการเจริญเติบโต [Growth Rate] : ปานกลาง
ลักษณะนิสัย [Habitat] : ดินร่วนระบายน้ำได้ดี
ความชื้น [Moisture] : ปานกลาง-สูง
แสง [Light] : แดดรำไร
ลักษณะทั่วไป (Characteristic) : ไม้พุ่มขนาดเล็ก ลำต้นกลม ตั้งตรง แตกกอ

ใบ (Foliage) : ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม ใบแตกตรงส่วนยอดของลำต้น ครั้งละ 2-3 ใบ ใบรูปรีถึงรูปไข่ กว้าง
2-6 เซนติเมตร ยาว 6-20 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบแหลมถึงสอบ แผ่นใบสีเขียวเข้มเป็นมัน มีจุด
สีขาวปนเขียวอ่อนกระจายทั่วไป ก้านใบสั้น

ดอก (Flower) : สีขาวนวล มีกลิ่นหอม ออกเป็นช่อแบบช่อกระจะที่ปลายกิ่ง ช่อดอกยาว 18 เซนติเมตร โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด
ผล (Fruit) : ผลสด ทรงกลม ขนาดประมาณ 2 เซนติเมตร สีส้ม เมล็ดสีขาวถึงน้ำตาลอ่อน

การใช้งานด้านภูมิทัศน์ (Landscape Used) : ปลูกเป็นไม้ประธานสวนหย่อม ปลูกริมน้ำตก ลำธาร

ดอกกระเจียว (บัวสวรรค์)


ปลูกเมื่อ : June'10

ตอนแรกไม่รู้ว่า ต้นที่ซื้อมาปลูกนี้ ก็คือ "ดอกกระเจียว" นี่เอง... เพราะตอนที่ไปร้านต้นไม้เขาบอกว่าชื่อ "บัวสวรรค์" เราก็ OK เพราะใบดอกเป็นกลีบคล้ายๆ ดอกบัวแต่ดอกออกจะแหลมๆ ไม่ตูมเหมือนดอกบัว... ราคาก็ไม่แพง ถุงละ 20 บาท (มี 2-3ต้น) น่าจะเป็นพืชที่มีหัวเหมือนกันนะ ...
ที่ซื้อมามี 2 สีครับ สีขาวและชมพู (ออกม่วงหน่อยๆ) ดูแล้วก็สวยดีครับ
ตอนนี้ก็ปลูกลงกระถาง แยกกันอยู่ ดูซิว่าจะชอบแบบไหน ต้นสีขาวเอาไว้ที่ศาลา (ค่อนข้างร่มหน่อย) ต้นสีชมพูเอาไว้แถวโรงรถ ปลูกมาเกือนเดือนแล้ว ดอกยังไม่มีทีท่าว่าจะโรย (ตั้งแต่ซื้อมาก็มีดอกแล้ว )แถมเจ้าสีชมพูยังออกดอก ผุดออกมาเพิ่มอีก 2-3 ดอก

..................................................................................................
Knowledge from web :

ปทุมา หรือ กระเจียว หรือ ทิวลิปสยาม (อังกฤษ: Siam Tulip) เป็นพืชล้มลุกมีเหง้าอยู่ในดิน จะพักตัวในฤดูหนาวและร้อน เมื่อถึงฤดูฝนจะเริ่มผลิใบและดอก ต้นสูงประมาณ 2 ฟุต ใบยาวคล้ายใบพายดอกสีเหลืองในแดง กาบดอกสีม่วง
ชื่อวิทยาศาสตร์: Curcuma alismatifolia
ชื่อพื้นเมืองอื่น ๆ: กาเตียว (ตะวันออกเฉียงเหนือ), จวด (ใต้), อาวแดง (เหนือ)
การดูแล: ปลูกในที่อากาศชื้นเย็น ดูแลไม่ให้ดินเสียความชื้นโดยการคลุมแปลงปลูก
การขยายพันธุ์: แยกหน่อ
ประโยชน์: ดอกกระเจียวมีสีสันและรูปร่างสวยงาม นิยมตัดดอกขาย

อาณาจักร พืช (Plantae)
ส่วน พืชดอก (Magnoliophyta)
ชั้น พืชใบเลี้ยงเดี่ยว (Liliopsida)
อันดับ Zingiberales
วงศ์ วงศ์ขิง Zingiberaceae
สกุล สกุลขมิ้น (Curcuma)
สปีชีส์ ปทุมา (C. alismatifolia)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Curcuma alismatifolia Gagnep.

บัวดิน


ปลูกเมื่อ : 31/6/53

ซื้อมาจากร้านคุณป้าที่ข้างตลาดต้นยาง, ตอนแรกกะว่าจะเอามอเตอร์ไซด์ไปซื้อเฉพาะดินมาปลูกมะเขือเทศ ที่เพาะไว้สัก 2 ถุง (เห็นฝนกำลังตกปลอยๆ อากาศกำลังดี) แต่พอไปจริงๆ ห้ามใจไม่อยู่ (อีกแล้ว) ขอแวะสำรวจร้านของป้าว่ามีอะไรแปลกๆ หรือเปล่า ก็ไปเจอ "บัวดิน" นี่แหละ... ร้านคุณป้ามีทั้งสีชมพูและสีเหลือง ซึ่งที่ผ่านมาไม่ค่อยเจอสีเหลือง (ที่ปูนลำปางก็มีเฉพาะสีชมพู ออกดอกสวยเต็มไปหมด) ดอกสีชมพูมีอยู่ 2 แบบ คือก้านสั้นและก้านยาว (ดอกใหญ่) แต่พวกก้านยาวจะค่อนข้างเอนง่ายไม่แข็งแรงเหมือนก้านสั้น เนื่องจากต้องรับน้ำหนักก้านที่มากกว่า

ซื้อมาลองปลูกแค่ 5 กอมีดอก 2-3 ดอก (ถุงดำ) คุณป้าคิดถุงละ 10 บาท และแถมให้ 1 ถุง เลยเลือกสีละ 3 ถุงมาลองปลูก

เท่าที่เห็นน่าจะออกดอกไม่ค่อยนาน สักอาทิตย์ก็น่าจะโรยแล้ว....
"บัวดิน" เป็นพืชที่มีหัว เหมือนหัวหอม (โดยเฉพาะสีเหลืองใบจะกลมเผมือนต้นหอมเลย, แต่สีชมพูใบจะแบนเหมือนต้นกุยช่าย) แต่เห็นคุณป้าบอกว่ามันไม่ยุบ เหมือนจำพวกขิง ซึ่งต้องขุดหัวออกมา เพราะถ้าเจอน้ำตอนที่เป็นหัวจะเน่า .....สำหรับบัวดินเห็นป้าบอกว่าถ้าดอกหมด แล้วให้ตัดใบออกให้สั้น เพื่อเตรียมรับดอกใหม่

ปลูกที่บ้านข้างๆต้นโกสนใบขนุน

.........................................................................................
Knowledge from web :

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Zephyranthes spp.
วงศ์ : Amarylieaceae
ชื่อสามัญ : Zephyranthes
ชื่ออื่น ๆ : Zephyranthes Lily, Rain Lily ,Fairy Lily, Little Witches, บัวสวรรค์, บัวดิน, บัวฝรั่ง


ข้อมูลทั่วไปและประวัติ

โดยธรรมชาติแล้วในต่างประเทศบัวสวรรค์จะออกดอกในช่วงฤดูร้อน และฤดูใบไม้ร่วง โดยเฉพาะหลังฝนตกไม่กี่วัน จึงได้ชื่อว่า Rain Lily และออกดอกอยู่เพียงวัน หรือ 2 วัน หลังจากนั้นก็จะเหี่ยวแห้งหายไปอย่างรวดเร็ว จึงถูกเรียกว่า Fairy Lily เพราะไปเร็วมาเร็วเหมือนกับนางฟ้า บัวสวรรค์นั้นเดิมมีถิ่นกำเนิดในแถบอเมริกากลาง ,อเมริกาใต้ หรือ เม็กซิโก
ในประเทศไทยได้ชื่อว่าบัวสวรรค์ เนื่องจาก ปกติ จะไม่มีใครสนใจสังเกตเห็นต้นบัวสวรรค์เลย แต่พอ จู่ ๆ ฝนตกเพียงไม่กี่วัน บัวสวรรค์จะออกดอกพร้อมกันดูสะพรั่งไปหมด จึงทำให้คิดว่า เป็นดอกไม้มาจากสวรรค์ อีกทั้งการชูก้านดอกและสีดอกคล้ายดอกบัวสีแดง
ในต่างประเทศ ส่วนมากใช้ปลูกประดับในสวนหิน เนื่องจากพุ่มต้นเตี้ย ดอกเด่น หรือ ปลูกตามขอบสนามหรือ แนวรั้ว ทั้งนี้เพื่อให้มีดอกสวยงามในฤดูฝน


ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

บัวสวรรค์เป็นไม้หัว ขนาดเล็กเป็นไม้ล้มลุกกิ่งยืนต้น หัวมีลักษณะกลมเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1-2 นิ้ว ต้นเจริญ จากหัว มีใบยาวเรียว บางชนิดใบแบน บางชนิดใบกลม ความยาวของใบ 6-12 นิ้ว ในประเทศหนาวพอเข้าฤดูหนาว บัวสวรรค์จะทิ้งใบหมด คงเหลือแต่หัวอยู่ในดิน พอเข้าปลายฤดูใบไม้ผลิหรือฤดูร้อนจึงเริ่มงอกต้นใหม่ ส่วนในประเทศแถบร้อน เช่น เมืองไทย ถึงหน้าแล้วบัวสวรรค์จะหยุดการเจริญเติบโต แต่ไม่ถึงกับทิ้งใบ แต่จะอยู่เฉย ๆ ไม่ออกดอก มองดูคล้ายต้นหญ้า แต่พอเข้าฤดูฝน เมื่อได้รับน้ำฝน จึงจะแทงช่อดอกและออกดอกดูสวยงามมาก ดอกเป็นรูปกรวย มี 6 กลีบ การจัดเรียงของกลีบดอกเป็นแบบสลับ ดอกแบบชั้นเดียว มีก้านดอกยาว 4-12 นิ้ว ดอกมีหลายสี เช่น สีขาว เหลือง และชมพู


การขยายพันธุ์

ใช้เมล็ด
โดยการแบ่งแยกหัวไปปลูก


การปลูกและการดูแลรักษา

ดินที่ใช้ปลูกต้องปรับปรุงให้โปร่ง ร่วนซุย กักเก็บความชื้นดี แต่น้ำไม่ขังจนแฉะ
วางหัวในแนวตั้ง กลบดินนิดหน่อยเพียงเพื่อรักษาความชื้นไว้เท่านั้น ไม่ควรปลูกลึกเพราะจะทำให้หัวเน่าได้ แต่ถ้าปลูกตื้นเกินไป ต้น อาจล้มได้
รดน้ำวันละครั้งในช่วงเข้า
ถ้าเป็นหัวขนาดใหญ่จะเริ่มออกดอกประมาณ 15วัน และหัวขนาดกลางและเล็กจะใช้เวลานานขึ้น
การบังคับให้บัวสวรรค์ออกดอก ใช้หลักการ dry & wet เหมือนกับที่ใช้กับไม้หัวโดยทั่ว ๆไป คือ ถ้าเราไม่ต้องการให้ออกดอก ก็งดน้ำติดต่อกันชั่วระยะเวลาหนึ่ง แต่ไม่ควรต่ำกว่า 15 วัน ในช่วงนี้ อาหารจะถูกเก็บสะสมที่หัว และหลังจากนั้นจึงค่อยรดน้ำ ตาดอกจะเจริญทันที และจะออกดอกหลังจากรดน้ำเพียง 5-7 วัน

ข้อมูลจาก http:flowersandherbs.cscoms.com/